พัฒนาสู่ความยั่งยืน

สารจากประธานกรรมการ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัท ไทย เอ็น ดี ที จำกัด (มหาชน) (“TNDT” หรือ “บริษัทฯ”) ได้ยืนหยัดในฐานะฟันเฟืองสำคัญที่ดูแลความปลอดภัยให้กับอุตสาหกรรมพลังงาน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติของประเทศมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา TNDT ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญจากความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนสภาวะการแข่งขันด้านราคาของธุรกิจตรวจสอบและทดสอบในอุตสาหกรรม Oil & Gas โดยส่งผลกระทบโดยตรงต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของบริษัทฯ ซึ่งเป็นฐานรากของธุรกิจหลักมาตลอด 43 ปี นำไปสู่ผลประกอบการที่ชะลอตัวและการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีจากการตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ในโครงการต่างๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คณะผู้บริหารมิได้นิ่งนอนใจและได้ใช้ช่วงเวลานี้ในการปฏิรูปองค์กร เพื่อวางรากฐาน “TNDT ยุคใหม่” ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกว่าเดิม

การปรับจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์: สร้างคุณค่าเหนือราคา 
 หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ คือการประกาศนโยบายหลีกเลี่ยงการทำธุรกิจที่มีการแข่งขันด้านราคา (Price War) ซึ่งจะเป็นปัญหาและลดทอนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการใช้เครื่องมือและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Technologies) เข้าไปเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังเปิดกว้างและต้องการความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางโครงสร้างหรือชิ้นงานในระดับสูง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยากจะลอกเลียนแบบ โดยตั้งเป้าหมายที่จะปรับสัดส่วนงานบริการด้านเทคโนโลยีขั้นสูงให้เป็นรายได้หลักของกลุ่มบริษัทภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

ความก้าวหน้าของธุรกิจใหม่และการสร้างระบบนิเวศในกลุ่มบริษัท 
บริษัทฯ เชื่อมั่นในการสร้างความสมดุลเพื่อลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เริ่มเข้าไปวางรากฐานเข้าสู่ภาคการเกษตรผ่านบริษัทย่อย บริษัท ไรส์ พลัส จำกัด (Rise Plus) ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการเข้าสู่ตลาดการค้าข้าว โดยส่วนหนึ่งเป็นข้าวที่ผ่านกระบวนการปลอดเชื้อและกำจัดแมลงด้วยการฉายรังสีอิเล็กตรอน ซึ่งเป็นความชำนาญของบริษัทฯ และปัจจุบันได้มีการนำ Mapping Technology และ Digital Solutions มายกระดับการทำธุรกิจให้มีความหลายและเพิ่มการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม โดยผลประกอบการของ Rise Plus ในปีที่ผ่านมายังอยู่ในเกณฑ์เป็นที่น่าพอใจ พิสูจน์ให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีที่บริษัทเชี่ยวชาญเข้ากับธุรกิจอุปโภคบริโภคสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและมีแนวโน้มที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคง (Recurring Income) ต่อไป

ทิศทางและโครงสร้างการลงทุนเพื่ออนาคต 
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการพลิกฟื้นธุรกิจ (Turnaround) บริษัทฯ ได้วางแนวทางหลักไว้ดังนี้
   1. Strategic Alliance: ขยายฐานธุรกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ยังมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ (Potential Partners) เพื่อผสานความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเข้ากับเครือข่ายท้องถิ่น ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงโครงการที่มีศักยภาพต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
   2. Green & Sterilization Innovation: มุ่งเน้นธุรกิจสีเขียวและนวัตกรรมฉายรังสีที่เป็น Safety Technology เพื่อสร้าง “สินค้าปลอดเชื้อ” ตอบโจทย์เทรนด์สุขอนามัยโลก
   3. Asset Recovery & Efficiency: มุ่งมั่นจัดการปัญหาการลงทุนต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่ให้มีข้อยุติภายในปี 2569 พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กรให้คล่องตัวและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น

แม้ตัวเลขผลประกอบการจะสะท้อนถึงวิกฤติที่ผ่านมา แต่ในวิกฤตินั้นบริษัทฯ ได้เห็นโอกาสที่เติบโตขึ้นจากการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ในนามของคณะกรรมการบริษัท และผู้บริหาร ขอขอบคุณผู้ถือหุ้นทุกท่านที่ยังคงเชื่อมั่น ขอบคุณกรรมการทุกท่านที่เสียสละงดรับค่าตอบแทนเพื่อสนับสนุนบริษัทฯ และขอบคุณพนักงานทุกคนที่ร่วมขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางความท้าทาย บริษัทฯ จะยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความปลอดภัยและเทคโนโลยีครบวงจรอย่างสง่างามสืบต่อไป

 

(นายสุวัฒน์   แดงพิบูลย์สกุล)         (นางสาวชมเดือน  ศตวุฒิ)          (นายธนรรจ์ ศตวุฒิ)

                            ประธานกรรมการบริษัท                  ประธานกรรมการบริหาร       ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร / กรรมการผู้จัดการ